วันจันทร์ที่ 7 ธันวาคม พ.ศ. 2558

สุดสะเทือนใจ !! เด็ก 5 ขวบใจสลาย ที่ต้องเห็นภาพบาดตาบาดใจ แบบนี้ ขอแสดงความเสียใจด้วยคะ

(7 ธ.ค.58) เมื่อเวลา 07.30 น. ร.ต.ท.มนตรี รัตนพันธ์ ร้อยเวรสอบสวน สภ.คูคต ได้รับแจ้งเหตุแทงกันตายในซอยเปียร์นนท์ หมู่บ้านฉัตรณรงค์ 4 ม.3 ต.คูคต อ.ลำลูกกา จ.ปทุมธานี จึงไปที่เกิดเหตุพร้อมด้วย แพทย์นิติเวชโรงพยาบาลภูมิพลและเจ้าหน้าที่มูลนิธิร่วมกตัญญู
ที่เกิดเหตุเป็นทาวน์เฮาส์ 2 ชั้น บริเวณประตูหน้าบ้านพบผู้เสียชีวิตชาย 1 ราย หญิง 1 ราย นอนกอดกันอยู่มีเลือดท่วมตัวทั้ง 2 ราย เป็นหญิงสาวอายุประมาณ 28 ปี ถูกแทงด้วยอาวุธมีดที่บริเวณหน้าอก 3 แผล และชายอายุประมาณ 42 ปี ถูกแทงด้วยอาวุธมีดที่บริเวณหน้าอก 1 แผล และมีมีดปลายแหลมประมาณ 1 ฟุตเสียบคาอยู่ที่หน้าอก 1 เล่ม

เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงเก็บไว้เป็นหลักฐาน ในบ้านหลังดังกล่าวยังพบลูกของผู้เสียชีวิตทั้ง 2 คน ร้องไห้อยู่ เป็นเด็กผู้ชาย 1 คน อายุ 7 ขวบ และเด็กผู้หญิง 1 คน อายุ 5 ขวบ ทางญาติได้นำตัวเด็กทั้ง 2 คน ออกไปจากที่เกิดเหตุก่อนแล้ว เพราะไม่อยากให้เด็กเห็นภาพสะเทือนใจ

สอบถามญาติของผู้ตายทั้ง 2 คน กล่าวว่า ทั้งคู่เป็นสามีภรรยากัน ผู้ชายทำงานรับจ้างเป็นช่างไฟฟ้า ส่วนผู้หญิงเป็นแม่บ้านไม่ได้ทำงาน ทั้ง 2 คน ชอบทะเลาะกันอยู่บ่อยๆ จนเพื่อนบ้านข้างเคียงไม่อยากมีใครสนใจ จนเมื่อช่วงเช้ามีเพื่อนบ้านที่อยู่ใกล้บ้านผู้ตายมาบอกว่าทั้ง 2 คนทะเลาะกัน และภรรยาวิ่งออกมาขอความช่วยเหลือ

แต่สามีวิ่งตามมาและทั้งคู่ก็นอนแน่นิ่งไป ตนจึงรีบวิ่งมาดูเห็นหลานทั้ง 2 คนยืนร้องไห้อยู่ จึงนำตัวออกมาก่อนและได้เข้าไปดูทั้ง 2 คนปรากฏว่าเสียชีวิตแล้ว จึงโทรศัพท์แจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจให้ทราบ

นางพะเยาว์ ซึ่งเป็นเพื่อนบ้านกล่าวว่า ผู้ตายทั้ง 2 คน มักจะมีปากเสียงทะเลาะกันเป็นประจ ำจนชาวบ้านที่อยู่บริเวณใกล้เคียงไม่อยากยุ่ง เพราะเคยเข้าไปห้ามหลายครั้งแล้วแต่กลับโดนผู้ตายฝ่ายชายด่าว่าออกมา และเมื่อเช้าผู้ตายทั้ง 2 คน ก็ทะเลาะกันอีก แต่ไม่คิดว่าจะเกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้น

ด้าน เจ้าหน้าที่ตำรวจหลังจากตรวจสอบที่เกิดเหตุแล้ว คาดว่าสามีแทงภรรยาเสียชีวิตก่อนจากนั้นจึงแทงตัวเองตายตาม ส่วนสาเหตุที่สามีลงมือก่อเหตุคาดว่าน่าจะมาจากการหึงหวง เพราะภรรยาอายุน้อยกว่าและมีปากเสียงกันบ่อย

และได้เชิญตัวญาติผู้เสียชีวิตไปสอบปากคำเพิ่มเติมที่ สภ.คูคต อีกครั้งหนึ่งส่วนผู้เสียชีวิตได้ให้เจ้าหน้าที่มูลนิธิร่วมกตัญญู นำส่งสถาบันนิติเวชโรงพยาบาลธรรมศาสตร์ เฉลิมพระเกียรติ เพื่อหาสาเหตุที่แท้จริงต่อไป
ทีมา   http://www.siamupdate.com/news-179258

วันอาทิตย์ที่ 6 ธันวาคม พ.ศ. 2558

ได้รับโทรศัพท์จากอา แม่ตายเพราะโจรขึ้นบ้าน พอถึงงานศพกำลังไหว้เกิดไฟดับ หลังจากนั้นเกิดเหตุการณ์ที่ทำน้ำตาไหล

เรื่องนี้เป็นเรื่องของคุณน้ำ น้ำอาศัยอยู่กับแม่ 2 คน ที่จังหวัดนครสวรรค์ พ่อน้ำเสียไปแล้วตั้งแต่เด็กๆ และน้ำก็ได้เข้ามาเรียนมหาวิทยาลัยในกรุงเทพฯ และก็ทำงานต่อเลย.. ทุกๆ วันแม่จะโทรมาหาน้ำ ถามว่า ทำอะไรอยู่ กินอะไรรึยัง นอนรึยัง คำถามเดิมๆ ที่แม่ก็ไม่เคยเบื่อที่จะถาม.. และน้ำก็ตอบไปแบบเดิมๆ ใช้เวลาคุยกับแม่ครั้งนึงไม่กี่นาที น้ำก็ตัดบทวางไป.. ตอนนั้นน้ำเพิ่งมีแฟน ชื่อพี น้ำใช้เวลาส่วนมาก หมดไปกับการคุยโทรศัพท์กับพี.. และด้วยความที่ต้องทำงานหนัก กับติดแฟน ทำให้น้ำแทบไม่ได้กลับบ้านไปหาแม่เลย

คุณน้ำเล่าถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ด้วยน้ำเสียงสั่นว่า.. คืนวันหนึ่งขณะเราคุยโทรศัพท์กับพี แม่ก็โทรมาหาเป็นสายซ้อน เราก็ไม่ได้รับ เพราะคิดในใจว่า ก็คงโทรมาถามสารทุกข์สุขดิบเหมือนทุกวัน หลังจากวางสายจากพี เราก็นอนหลับโดยที่ก็ไม่ได้โทรกลับหาแม่

พอเช้ามา เราก็ตื่นเพราะเสียงโทรศัพท์ เป็นอาของเราโทรมาหาด้วยเสียงสั่นๆ บอกว่าตั้งใจฟังดีๆนะ.. เมื่อคืนนี้โจรขึ้นบ้านแม่ และแม่ก็ขัดขืน ต่อสู้ จนกระทั่งถูกแทงเข้าที่ท้องเสียชีวิต แต่ตอนที่ไปเจอศพ แม่แกถือโทรศัพท์อยู่แน่นเลย และในรายการโทรออก กลับไม่มีเบอร์ตำรวจหรือ เบอร์โรงพยาบาล มีแต่เบอร์ของเรา.. เมื่อเราได้ยินแบบนั้น น้ำตาเราก็ไหลอาบแก้มทันที เพราะสายซ้อนเมื่อคืน คงเป็นสิ่งสุดท้ายที่แม่ต้องการ คือได้ยินเสียงของเรา เพื่อบอกลา..

หลังจากนั้น ที่งานศพแม่ที่นครสวรรค์.. ขณะที่เรากับพี เข้าไปจุดธูปไหว้ที่โลงศพแม่ จู่ๆ ไฟก็ดับทั้งศาลา มืดไปหมด ทุกคนในงาน ต่างก็ใช้ไฟจากมือถือส่องกัน เราก็ไม่ได้คิดอะไร ก็ไหว้ต่อจนเสร็จ สักครู่เดียวไฟก็ติดขึ้นมาอีกครั้ง เราก็เห็นพีนั่งหน้าซีด เลยถามว่าเป็นอะไร? พีบอกว่า เมื่อกี้ตอนที่เราไหว้โลงศพ พอไฟดับแล้วพีเปิดไฟที่มือถือขึ้นมา พีส่องเห็นตรงที่ที่เราก้มกราบลงไป มีเท้าคนยืนอยู่ และก็มีน้ำหยดลงมาที่พื้น แต่พอมองขึ้นไปกลับว่างเปล่า และไฟก็ติดขึ้นมา..

ตอนนั้นฟังดูน่ากลัว แต่เรากลับไม่มีความกลัวเลย แต่กลับรู้สึกเศร้าจนกลั้นน้ำตาไม่อยู่ เพราะนั่นคงจะเป็นวิญญาณของแม่เรา มายืนร้องไห้อยู่ตรงหน้าเราก็เป็นได้.. ถึงตรงนี้ เราจะรู้ว่าสิ่งใดสำคัญ ก็ต่อเมื่อเราต้องเสียมันไปแล้ว.. ทุกวันนี้เรานั่งมองโทรศัพท์ รอที่จะตอบคำถามเดิมๆให้แม่ฟัง แต่คงไม่มีอีกแล้ว

*เรื่องนี้เป็นเรื่องเล่าขานกันมาโปรดใช้วิจารณญาณในการคิดอ่าน
ทีมา   http://www.siamupdate.com/news-179225

วันเสาร์ที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2558

10 โรคแปลกประหลาดน่าสยดสยอง ที่สร้างความเจ็บปวดทรมานจนคุณอยากตาย

โรคภัยเจ็บป่วยเป็นหนึ่งปัญหาที่มนุษย์ไม่สามารหลีกเลี่ยงได้ แต่เราสามารถป้องกันได้ ซึ่งบางโรคนั้นก็อยู่ใกล้ตัวมากกว่าที่เราคิด โดยมีสาเหตุมาจากสิ่งใกล้ตัว เหมือนกับ 10 โรคต่อไปนี้ที่เป็นอาหารป่วยที่น่าสยดสยองและสร้างความเจ็บป่วยทรมานให้มากจนอยากตาย

1. Guinea worm เป็นปรสิตเก่าแก่ชนิดหนึ่งของโลกที่อาศัยอยู่ตามแหล่งน้ำ พบได้ในแอฟริกา อินเดีย ปากีสถาน ซาอุดิอาระเบีย และเยเมน มันจะเข้าสู่ร่างกายได้หากดื่มน้ำตามแหล่งน้ำธรรมชาติโดยไม่ได้ต้มสุก หลังจากที่มันเข้าสู่ร่างกายมันจะชอนไชจากลำไส้ไปทั่วร่างกายทำให้เกิดแผลที่ ขา ข้อเท้า เท้า ลำตัว หรือแม้ตาในลูกตา ทำให้มีอาการปวดแสบปวดร้อนมาก
โดยมันมีขนาดลำตัวยาวถึง 1 เมตรเลยทีเดียว ซึ่งการรักษามีทางเดียวคือต้องนำมันออกมรจากร่างกาย ไม่ว่าจะด้วยการผ่าตัด หรือบางทีมันจะชอนไชโผล่ออกมาบริเวณแผลที่ผิวหนังจากนั้นก็ต้องค่อยๆ ดึงมันออกมา ห้ามไม่ให้ขาดเด็ดขาด ซึ่งต้องใช้เวลานานหลายวัน หรืออาจนานถึงสัปดาห์เลยทีเดียว
2. Fish Odor Syndrome เป็นโรคเกี่ยวกับ "กลิ่นตัว" ที่ถ่ายทอดผ่านทางพันธุกรรมและไม่สามารถรักษาให้หายได้ โดยจะมีกลิ่นตัวเหม็นคล้ายกลิ่นของปลาเน่า มีสาเหตุมาจากความผิดปกติในการเผาผลาญอาหารที่ขาดเอ็นไซม์ จนส่งให้ปัสสาวะ ลมหายใจ และเหงื่อ มีกลิ่นเหม็นเหมือนปลาเน่า
3. Cancrum Oris หรือโรคมะเร็งช่องปาก เป็นโรคที่เกิดจากติดเชื้อและพบได้บ่อยในคนที่เป็นโรคขาดสารอาหาร ส่งผลให้เนื้อเยื่อในช่องปากและขากรรไกรฟันตายประมาณร้อยละ 70 - 90 ซึ่งมีน้อยคนนักที่จะรอดชีวิตจากโรคนี้ แต่ถ้าใครรอดมาได้ก็ต้องทำการผ่าตัดซับซ้อนมาก
4. Cornu Cutaneum เป็นเนื้องอกหายากที่เกิดจากความผิดปกติของผิวหนัง โดยจะมีเหมือนเขางอกออกมาจากบริเวณผิวหนัง รักษาได้ด้วยการผ่าตัด
5. Filarial worm เป็นโรคที่เกิดจากพยาธิชนิดเดียวกับโรคเท้าช้าง ซึ่งมันจะอาศัยอยู่ในดวงตา จนทำให้ตาบอดได้ ซึ่งพยาธิชนิดนี้เป็นสาเหตุที่ทำให้คนตาบอดได้มากเป็นอันดับสองของโลกเลยทีเดียว
6. Madura Foot เป็นโรคที่เกิดจากการติดเชื้อราเรื้อรัง หรือที่รู้จักกันดีว่า Eumycetoma ซึ่งเชื้อราเหล่านี้จะแพร่กระจายไปยังเนื้อเยื่อกระดูก ถ้ารักษาไม่ทันอาจต้องตัดมือ ขา แขน หรือข้อเท้าทิ้งได้
7. Pica Syndrome โรคกินของที่ไม่ใช่อาหารหรือกินของที่กินไม่ได้ ซึ่งอาจจะเป็นสิ่งของแปลกๆ มักเกิดขึ้นบ่อยในหญิงตั้งครรภ์ และยังไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัด
8. Elephantiasis หรือโรคเท้าช้าง เกิดขึ้นโดยมียุงเป็นพาหะนำพยาธิเข้าสู่ร่างกายคน ทำให้เกิดการอุดตันของระบบน้ำเหลือง ส่งผลให้อวัยวะทั่วร่างกายบวมได้ โดยเฉพาะขา เท้า และอวัยวะเพศ
9. Polyglandular Addison's Disease โรคที่เกิดขึ้นจากความผิดพลาดในการทำงานของหมวกไต ส่งผลกระทบต่อการตอบสนองของร่างกาย
10. Harlequin Ichthyosis/เด็กดักแด้ เป็นโรคทางพันธุกรรมที่หาพบได้ยากมาก มีผลต่อผิวของเด็กทารก จะมีลักษณะผิวหนังเหมือนเกล็ดปลาเกิดรอยแตกได้ง่าย และรอยแตกเหล่านี้อาจติดเชื้อแบคทีเรียหรือสิ่งระคายเคืองอื่นๆ ได้ง่าย จนอาจเป็นอันตรายถึงชีวิต
ทีมา    http://www.siamupdate.com/news-179183

วันศุกร์ที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2558

อ้วกแทบแตก!! สาวปวดหัวมาก เลยไปหาหมอ พอหมอใช้ไฟส่อง แทบเป็นลมที่ได้เห็นสิ่งนี้

หลายคนอาจมีประสบการณ์บาดเจ็บบ้าง กระทบกระแทกบ้าง นั่นก็ทำให้เรามีการอักเสบบวมแดงตามร่างกาย ซึ่งหากไม่ได้รับการรักษาที่ถูกต้องแล้วล่ะก็ มันอาจจะอาการหนักเลยก็ได้นะ บนอินเตอร์เน็ตมีคลิปวิดีโอคลิปหนึ่งที่กำลังโด่งดังอยู่ในขณะนี้ น้องสาวของเจ้าของคลิปวิดีโอเกิดสะดุดหกล้มหัวกระแทกกับก้อนหินระหว่างที่กำลังวิ่ง ผลคือเธอสลบไป เมื่อเกิดการกระแทกอย่างรุนแรงเข้าที่บริเวณหน้าผาก ทำให้หน้าผากของเธอบวมโนเป็นก้อนใหญ่เลยทีเดียว และเป็นเพราะเธอไม่ได้ไปหาหมอ เมื่อผ่านไป 2 สัปดาห์อาการเธอก็ทรุดหนักขึ้นเรื่อยๆ


ในคลิปวิดีโอจะเห็นได้ว่าหน้าผากของหญิงสาวคนนี้มีก้อนบวมเป่งคล้าย “ไข่ไก่” เลยทีเดียว เมื่ออาการทรุดหนักจนไม่ไหวเธอจึงตัดสินใจไปโรงพยาบาล หมอใช้เข็มเจาะเพื่อดูดของเหลวออกมา หลังจากนั้นค่อยผ่าเปิดปากแผล บีบให้ก้อนเลือดสีดำไหลออกมาจนหมด

โชคดีที่การผ่าตัดผ่านไปได้ด้วยดี สิ่งแปลกปลอมทั้งหมดถูกนำออกมาแล้ว แล้วหน้าตาของหญิงสาวก็กลับคืนสู่ปกติเสียที


ทีมา   http://www.siamupdate.com/news-179167

วันพุธที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2558

ดังสะท้านทั่วโลก!!! มหาเศรษฐีหนุ่ม ผู้ปฎิเสธรับมรดก 285,000 ล้านบาท เพียงเพื่อมาเป็นพระอยู่ในวัดแห่งนี้เท่านั้น!!!

กลายเป็นข่าวที่ฮือฮาไปทั่วโลก เมื่อได้มีการเปิดเผยเรื่องราวของ พระอาจารย์สิริปันโน ลูกชายคนเดียวของมหาเศรษฐี ที อนันดากรีชมัน  ผู้ซึ่งร่ำรวยเป็นอันดับ 2 ของ Asia และ  อันดับ 89 ของโลก เรียนจบจากประเทศอังกฤษ  พูดได้ถึง 8 ภาษา  แต่กลับเลือกที่จะบวชเรียนในวัดแห่งหนึ่งในประเทศไทย มากว่า 18 ปีแล้ว โดยท่านได้เล่าถึงเรื่องราวเมื่อตอนที่มาบวชใหม่ๆ ดังนี้
ลูกชายนักธุรกิจใหญ่มีชื่อเสียงระดับประเทศคนหนึ่งเพิ่งสำเร็จการศึกษากลับมาจากเมืองนอก ยังไม่ทันทำงานอะไรเป็นชิ้นเป็นอันก็ถูกผู้เป็นแม่ขอร้องให้บวชเรียนเสียก่อน เพื่อเห็นแก่แม่..บัณฑิตใหม่หมาดๆจากเมืองนอกจึงบวชอย่างเสียไม่ได้ เมื่อบวชที่วัดใหญ่ในกรุงเทพฯแห่งหนึ่งเสร็จแล้ว ผู้เป็นแม่จึงพาไปฝากให้จำพรรษาอยู่กับหลวงพ่อชาที่วัดหนองป่าพง พระหนุ่มการศึกษาสูงมาจากตระกูลผู้ดีมีแต่ความสุขสบาย เมื่อมาอยู่วัดป่ากว่าจะปรับตัวได้จึงใช้เวลานานเป็นแรมเดือน
แต่ก็นั่นแหละกว่าจะนิ่งก็ทำเอาพระร่วมวัดหลายรูปพลอยอิดหนาระอาใจไปตามๆกัน ปัญหาที่ทำให้พระทั้งวัดเหนื่อยหน่ายจนนึกระอาก็เพราะพระใหม่มีนิสัยชอบจับผิด และชอบอวดรู้ยกหู ชูหางตัวเองอยู่เป็นประจำ วันแรกที่มาอยู่วัดป่าก็นึกเหยียดพระเจ้าถิ่นทั้งหลายว่าไม่ได้รับการศึกษาสูงเหมือนอย่างตน ออกบิณฑบาตได้อาหารท้องถิ่นมาก็ทำท่าว่าจะฉันไม่ลง เห็นที่วัดใช้ตะเกียงน้ำมันก๊าดแทนไฟฟ้าก็วิพากษ์วิจารณ์เสียเป็นการใหญ่หาว่าล้าสมัย ไม่รู้จักใช้เทคโนโลยี่ ตอนหัวค่ำมีการทำวัตรสวดมนต์เย็นก็บ่นว่า ทำวัตรนานเหลือเกินกว่าจะสิ้นสุดยุติได้ก็นั่งจนขาเป็นเหน็บชา
ครั้นพอถึงเวรตัวเองล้างห้องน้ำเข้าบ้างก็ทำท่าจะล้างอย่างขอไปทีล้างไปบ่นไป ประเภทตูจบปริญญาโทมาจากเมืองนอก ต้องมาเข้าเวรล้างห้องน้ำร่วมกับใครก็ไม่รู้ โอ้ชีวิต! ความสำรวยหยิบโหย่งทำให้พระใหม่ไม่พอใจสิ่งนั้นสิ่งนี้ถือดี ว่าตัวเองมีชาติตระกูลสูง มีการศึกษาสูงกว่าใครในวัดนั้น ผิวพรรณก็ดูสะอาดสะอ้านชวนเจริญศรัทธากว่าพระรูปไหนทั้งหมด มองตัวเองเปรียบกับพระรูปอื่นแล้วช่างรู้สึกว่าตัวเองเหนือกว่าทุกประตู นึกแล้วก็ยิ้มกระหยิ่มอยู่ในใจกลับเข้ากุฏิเมื่อไหร่ ก็เอาปากกามาขีดเครื่องหมายกากบาทบนปฏิทิน นับถอยหลังรอวันสึกด้วยใจจดจ่อ
อยู่มาได้พักใหญ่พระใหม่อดีตนักเรียนนอกก็สังเกตเห็นว่า ท่านเจ้าอาวาสวัดป่าแห่งนี้ไม่ค่อยพูดไม่ค่อยจา ซ้ำนานๆครั้งจะออกมาให้โอวาทกับลูกศิษย์เสียทีหนึ่ง วันๆไม่เห็นท่านทำอะไรเอาแต่กวาดใบไม้ เก็บขยะ ซักผ้าเอง (เณรน้อยก็มีไม่รู้จักใช้) สอนก็ไม่สอน การบริหารวัดก็มอบให้ท่านรองเจ้าอาวาสเป็นคนจัดการไปเสียทุกอย่าง เห็นแล้วเลยนึกร้อนวิชา เสนอให้ปรับโน่นลดนี่สารพัดที่ตัวเองเห็นว่าไม่เข้าท่าล้าสมัย รวมทั้งให้เสนอให้วัดใช้ไฟฟ้าแทนตะเกียงด้วย อีกข้อหนึ่งเพราะตนเห็นว่ายุคสมัยก้าวไกลมามากแล้ว ไม่ควรจะทำตนเป็นคนหลังเขาให้คนอื่นเขาดูถูก อีกหนึ่งในข้อวิจารณ์จุดด้อยของวัดทั้งหลายเหล่านั้น พระใหม่เสนอให้หลวงพ่อเจ้าอาวาส มีปฏิสัมพันธ์ กับพระลูกวัดให้มากขึ้นกว่านี้ สอนให้มากขึ้นเทศน์ให้มากขึ้น และแนะนำว่าคนระดับผู้บริหารไม่ควรจะทำงาน อย่างการซักจีวรเองเป็นต้นด้วยตนเอง ควรจะกระจายอำนาจมอบงานให้คนอื่นทำดีกว่า
เย็นวันนั้นเป็นวันพระสิบห้าค่ำหลังจากทำวัตรเย็นที่โบสถ์เสร็จ หลวงพ่อชาท่านไม่ลืมที่จะหยิบข้อเสนอแนะจากพระใหม่มาอ่าน ให้พระหนุ่ม สามเณรน้อย ทั้งหลายฟังแต่ท่านไม่บอกว่าพระรูปไหนเป็นคนเขียน อ่านจบแล้วหลวงพ่อก็ยิ้มอย่างมีเมตตาแล้วชี้ให้ภิกษุหนุ่มสามเณรน้อยทั้งหลายดูหมาขี้เรื้อนตัวหนึ่ง ที่นอนอยู่ใต้ม้าหินอ่อนตัวหนึ่งจากใต้ต้นอโศกที่อยู่ ใกล้ๆ แล้วกล่าวว่า
"เธอทั้งหลายเห็นหมาขี้เรือนตัวนั้นหรือไม่ เจ้าหมาตัวนั้นน่ะมันเป็นขี้เรื้อน คันไปทั้งตัว ฉันเห็นมันวิ่งวุ่น ไป มาทั้งวัน เดี๋ยวก็วิ่งไปนอนตรงนั้นเดี๋ยวก็ย้ายมานอนตรงนี้ อยู่ที่ไหนก็อยู่ไม่ได้นานเพราะมันคัน แต่พวกเธอรู้ไหม เจ้าหมาตัวนั้นน่ะมันไปนอนที่ไหนมันก็นึกด่าสถานที่นั้นอยู่ในใจ หาว่าแต่ละที่ไม่ได้ดั่งใจตัวเองสักอย่าง นอนที่ไหนก็ไม่หายคัน สถานที่เหล่านั้นช่างสกปรกสิ้นดี
คิดอย่างนี้แล้วมันจึงวิ่งหาที่ที่ตัวเองนอนแล้วจะไม่คัน แต่หาเท่าไหร่มันก็หาไม่พบสักที เลยต้องวิ่งไปทางนี้ทางโน้นอยู่ทั้งวัน เจ้าหมาโง่ตัวนั้นมันหารู้สักนิดไม่ว่า เจ้าสาเหตุแห่งอาการคันนั้นหาใช่เกิดจากสถานที่เหล่านั้นแต่อย่างใดไม่ แต่สาเหตุแห่งอาการคันอยู่ที่โรคของตัวมันเองนั่นต่างหาก
พระพุทธเจ้าทรงตรัสว่า "ภิกษุทั้งหลาย ท่านเห็นไหมว่าเมื่อตอนเย็นวันนี้ หมาป่าตัวหนึ่งมันเดินอยู่ที่นี่ เห็นไหม? มันจะยืนอยู่มันก็เป็นทุกข์ มันจะวิ่งไปมันก็เป็นทุกข์ มันจะนั่งอยู่ก็เป็นทุกข์ มันจะนอนอยู่ก็เป็นทุกข์ เข้าไปในโพรงไม้มันก็เป็นทุกข์ จะเข้าไปอยู่ในถ้ำก็ไม่สบาย มันก็เป็นทุกข์ เพราะมันเห็นว่าการยืนอยู่นี้ไม่ดี การนั่งไม่ดี การนอนไม่ดี พุ่มไม้นี้ไม่ดี โพรงไม้นี้ไม่ดี ถ้ำนี้ไม่ดี มันก็วิ่งอยู่ตลอดเวลานั้น
ความเป็นจริงหมาป่าตัวนั้นมันเป็นขี้เรื้อน มันไม่ใช่เป็นเพราะพุ่มไม้ หรือโพรงไม้หรือถ้ำ หรือการยืน การเดิน การนั่ง การนอน มันไม่สบายเพราะมันเป็นขี้เรื้อน"
พระภิกษุทั้งหลายนี้ก็เหมือนกัน ความไม่สบายนั้นคือ ความเห็นผิดที่มีอยู่ ไปยึดธรรมที่มีพิษไว้มันก็เดือดร้อน ไม่สำรวมอินทรีย์ทั้งหลาย แล้วก็ไปโทษแต่สิ่งอื่น ไม่รู้เรื่องของเจ้าของเอง ไปอยู่วัดหนองป่าพงก็ไม่สบาย ไปอยู่อเมริกาก็ไม่สบาย ไปอยู่กรุงลอนดอนก็ไม่สบาย ไปอยู่วัดป่าบุ่งหวายก็ไม่สบาย ไปอยู่ทุก ๆ สาขาก็ไม่สบาย ที่ไหนก็ไม่สบาย
นี่ก็คือความเห็นผิดนั้นยังมีอยู่ในตัวเรานั่นเอง มีความเห็นผิด ยังไปยึดมั่นถือมั่นในธรรมอันมีพิษไว้ในใจของเราอยู่ อยู่ที่ไหนก็ไม่สบายทั้งนั้น นั่นคือเหมือนกันกับสุนัขนั้น ถ้าหากโรคเรื้อนมันหายแล้ว มันจะอยู่ที่ไหนมันก็สบาย อยู่กลางแจ้งมันก็สบาย อยู่ในป่ามันก็สบายอย่างนี้ ผมนึกอยู่บ่อย ๆ แล้วผมก็นำมาสอนพวกท่านทั้งหลายอยู่เรื่อย เพราะธรรมตรงนี้มันเป็นประโยชน์มาก"
หลังจากนั้นหลวงพ่อชาก็นำนั่งสมาธิ ถือเนสัชชิกตลอดทั้งคืน
ขณะที่ทุกรูปนั่งหลับตาภาวนาอย่างสงบนั้น ในใจของพระใหม่กลับร้อนเร่าผิดปกติ นอกสงบ แต่ในวุ่นวาย นึกอย่างไรก็มองเห็นตัวเองไม่ต่างไปจากหมาขี้เรื้อนที่หลวงพ่อชี้ให้ดู ยิ่งนั่งสมาธินานๆ ยิ่งคันคะเยอในหัวใจ ทั้งอายทั้งสมเพชตัวเอง
นับแต่วันนั้นเป็นต้นมาพระใหม่อดีตนักเรียนนอกก็เปลี่ยนไปเป็นคนละคน จากคนพูดมากกลายเป็นคนพูดน้อย จากคนที่หยิ่งยโสกลายเป็นคนอ่อนน้อมถ่อมตน จากคนที่ชอบจับผิดคนอื่นกลายเป็นคนที่หันมาจับผิดตัวเอง เมื่อออกพรรษาแล้วโยมแม่มาขอให้ลาสิกขา เพื่อกลับไปสืบต่อธุรกิจจากครอบครัว ท่านก็ยังไม่ยอมสึก
อาตมาเป็นหมาขี้เรื้อนขออยู่รักษาโรคจนกว่าจะหายคันกับครูบาอาจารย์ที่นี่อีกสักหนึ่งพรรษาโยมแม่ได้ฟังแล้วก็ได้แต่ยกมืออนุโมทนาสาธุการกราบลาพระลูกชายแล้ว ก็เดินออกจากวัดไปขึ้นรถพลางนึกถามตัวเองอยู่ในใจว่า คำว่า หมาขี้เรื้อน ของพระลูกชาย หมายความว่าอย่างไรกันแน่หนอ
อาจารย์สิริปันโน
(Ajahn Siripanno)
ชื่อเดิมVen Siripanyo
ลูกชายคนเดียวของ
มหาเศรษฐี ที อนันดากรีชมัน
เศรษฐีอันดับ2ของAsia
และอันดับ89ของโลก
จบจากอังกฤษ
พูดได้8ภาษา
บวชมาแล้ว18ปี
ปฏิเสธการรับมรดก9,500ล้านเหรียญUSหรือ285,000ล้านบาท
อยากสนทนาธรรม
กับท่านเชิญที่
วัดหนองป่าพง
อ.วารินชำราบ
จ.อุบลราชธานี
สาธุครับ
ทีมา   http://www.siamupdate.com/news-179094

วันอังคารที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2558

เห็นแสงสว่างฝุดขึ้นมากลางน้ำแต่ไม่เอะใจ เมื่อกลับนอนกลับฝันเห็นผู้สูงอายุชุดขาว มาชี้จุดที่เกิดแสงไฟ เมื่อไปดูสุดอัศจรรย์ชาวบ้านถึงกับตะลึง!!

ชาวบ้านพื้นที่รอยต่อไทย-ลาวร่วมกันลงงมบริเวณปากน้ำเหือง หลังสามเณรฝันเห็นคนโบราณนุ่งห่มขาวมาบอก สุดอัศจรรย์เจอพระพุทธรูปปางทรงเครื่องกษัตริย์อายุกว่า100ปี คาดเป็นพระลาว แต่เอาไว้ที่เดิมใช้โซ่ล่ามกับตอไม้ รอทำพิธีนำขึ้นจากน้ำ...

เมื่อเวลา 08.00 น. วันที่ 1 ธ.ค.58 ผู้สื่อข่าวได้รับแจ้งจากนายอมร ภักดิ์จรุง นายก อบต.ลาดค่าง อ.ภูเรือ จ.เลย ว่า มีสามเณรที่จำพรรษาที่วัดศรีทองพัฒนาราม หมู่ 5 บ้านห้วยติ้ว ต.ลาดค่าง ฝันเห็นพระพุทธรูปปางทรงเครื่องกษัตริย์ จมน้ำที่บริเวณปากน้ำสาน (ลำน้ำสาน) รอยต่อแม่น้ำเหืองที่กั้นพรมแดนไทย-ลาว หมู่ 5 บ้านห้วยติ้ว ต.ลาดค่าง ระหว่าง อ.ด่านซ้าย เขตติดต่อ อ.ภูเรือ กับบ้านบ่อแตน แขวงไชยะบุรี สปป.ลาว

ทั้งนี้ ทางนายก อบต.ได้นำชาวบ้านลงงมหาตรงจุดที่สามเณรบอก โดยมีสามเณรอนาวิน ไชยโสดา อายุ 18 ปี สามเณรลูกวัดศรีทองพัฒนาราม ที่ฝันเห็นพระพุทธรูปร่วมลงงมด้วย เริ่มจากบำพิธีบวงสรวงสิ่งศักดิ์สิทธิ์บอกกล่าวเจ้าที่เจ้าทาง จากนั้นชาวบ้านประมาณ 10 คน ได้ลงไปในน้ำเพื่องมหาพระพุทธรูปใช้เวลาเพียง 20 นาทีจึงพบพระพุทธรูปปางทรงเครื่อง หรือปางทรงเครื่องกษัตริย์ ในลักษณะท่านั่งสมาธิ มีสนิมเขียวและตะไคร่ขึ้นเต็มไปหมด ส่วนที่เป็นเศียรแยกออก ขนาดหน้าตักกว้าง 80 ซม. สูง 150 ซม. คาดว่ามีอายุกว่า 100 ปี น่าจะเป็นพุทธรูปศิลปะลาว แต่ไม่ทราบว่ายุคใด
พระพุทธรูปปางทรงเครื่องกษัตริย์อายุกว่า100ปี งมได้บริเวณปากน้ำเหือง
จากการสอบถามสามเณรอนาวิน เล่าให้ฟังว่า เมื่อช่วงออกพรรษาที่ผ่านมา ชาวบ้านได้การจัดพิธีไหลเรือไฟที่บริเวณดังกล่าว ตนเห็นแสงสว่างขึ้นมาตรงจุดที่พบพระพุทธรูป แต่ไม่ได้สนใจ เมื่อกลับวัดตกกลางคืนฝันเห็นผู้สูงอายุ สวมใส่เสื้อผ้าชุดขาว มาเข้าฝันว่าจุดที่เห็นแสงสว่างตรงนั้นมีพุทธรูปปางกษัตริย์จมน้ำอยู่ให้นำ ขึ้นมา แต่ก็ไม่ได้สนใจ จนมาเมื่อวานนี้ 30 พ.ย.58 ได้ไปปรึกษานายอมร ภักดิ์จรุง นายก อบต.ลาดค่าง และนายสมควร ศรีธรรมา ผู้ใหญ่บ้าน หมู่ 5 ตกลงว่าจะลองงมหาดู ปรากฏว่ามีจริงตามที่ฝัน แต่ได้เอาลงไปไว้ที่เดิมก่อน

"รอจนถึงวันที่ 9 ธ.ค.58 เวลาบ่าย จะมีพิธีอัญเชิญขึ้นมาบนฝั่ง โดยมีเจ้าหน้าที่จากฝั่งลาว และคณะผ้าป่ามาทอดถวายที่วัด เพื่ออัญเชิญมาไว้ที่วัดศรีทองพัฒนารามต่อไป" สามเณรอนาวิน กล่าว
จะมีการเตรียมอัญเชิญพระพุทธรูปมาไว้ที่วัดศรีทองพัฒนาราม

ด้านนายสมควร ศรีธรรมา ผู้ใหญ่บ้านหมู่ 5 กล่าวว่า จากวันนี้ไป จะไม่มีการงมพระพุทธรูปองค์นี้ขึ้นมาให้ชม หรือให้ใครดูเป็นอันขาด และให้ชาวบ้านจัดเวรยามกันดูแลตลอด 24 ชั่วโมง โดยมีการล่ามโซ่ผูกไว้กับตอไม้ใต้น้ำ เพื่อกันน้ำไหลเชี่ยวพัดหายไป จนกว่าจะถึงวันที่ 9 ธ.ค.นี้ ที่จะมีพิธีอัญเชิญขึ้นมาจากใต้น้ำอย่างสมเกียรติ
ทีมา   http://www.siamupdate.com/news-179069

ใจแม่แทบขาด เห็นลูกน้อยติดในซี่ล้อรถจักรยานยนต์ เพราะความประมาทกับเรื่องแค่นี้

เมื่อเวลา  09.00 น.วันที่ 1 ธ.ค. ศูนย์รับแจ้งเหตุและสั่งการจังหวัดสระบุรี(1669) ได้รับแจ้งอุบัติเหตุเด็กทารกติดในซี่ล้อรถจักรยานยนต์ บาดเจ็บสาหัส เหตุเกิดหน้าร้าน มาตาหมูกะทะ ต.หินกอง อ.หนองแค จ.สระบุรี จึงแจ้งให้อาสามูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง จุดหินกอง รุดไปตรวจสอบที่เกิดเหตุ
 เจ้าหน้าที่อาสามูลนิธิป่อเต็กตึ๊งรุดไปตรวจสอบที่เกิดเหตุ โดยเข้าให้การช่วยเหลือเบื้องต้น และนำตัวเด็กออกจากล้อรถจักรยานยนต์ในที่เกิดเหตุ แต่เด็กน้อยอายุประมาณ 1 เดือน มีอาการ ไม่รู้สึกตัว และมีแผลตามลำตัวหลายแห่ง  จึงได้ประสานขอรถกู้ชีพสระบุรีนำร่างทารกซึ่งมีอาการสาหัสส่งโรงพยาบาลสระบุรีอย่างเร่งด่วน
โดยขณะลำเลียงผู้บาดเจ็บนั้น เจ้าหน้าที่ทำการยื้อชีวิตเด็ก และได้ใส่ท่อช่วยหาย ทำการกดหน้าอกนวดหัวใจ(CPR) แต่เด็กทนพิษบาดแผลไม่ไหว ได้เสียชีวิตลง
 ในเบื้องต้นทราบว่าผู้ปกครองอุ้มทารกน้อยซ้อนรถจักรยานยนต์ไปธุระ โดยใช้ผ่าขนหนูห่อตัวทารกไว้ แต่เกิดอุบัติเหตุไม่คาดคิดขึ้น เมื่อปลายผ้าขนหนูหลุดเข้าไปเกี่ยวกับซี่ล้อหลังจนกระชากร่างทารกน้อยเข้าไปติดในวงล้อจนเสียชีวิตดังกล่าว
ภาพข่าวจาก.. Aof saraburi
ข้อมูลจาก รัฐศาสตร์ เสริมรัตน์ และอาสามูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง จุดหินกอง
ทีมา   http://www.siamupdate.com/news-179071